ผู้เขียน หัวข้อ: ท่องแดนดึกดำบรรพ์ร่วมกันอนุรักษ์ป่าจำปีสิรินธร...แห่งเดียวในไทย  (อ่าน 968 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ kunte

  • สมาชิกระดับสูงมาก
  • *****
  • กระทู้: 314
  • การ์ม่า: +0/-0
    • ดูรายละเอียด


        ท่องแดนดึกดำบรรพ์ร่วมกันอนุรักษ์ป่าจำปีสิรินธร...แห่งเดียวในไทย


                วัดกับแหล่งทางโบราณคดี มักไปด้วยกันได้เสมอ.

หาก ถามถึงสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆอย่างใน จ.ลพบุรี สิ่งแรกที่ส่วนใหญ่ ต้องนึกได้ก่อน แน่นอนชื่อของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ วังสมเด็จพระนารายณ์ รวมถึง วัดวาอารามเก่าแก่ต่างๆ ในตัวเมือง คงเป็นจุดเด่นดึงดูดคนกรุงที่อยากเที่ยวไม่ไกลบ้านได้เสมอ

ทั้งที่ลพบุรีจัดว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด

เพราะ นอกจากเป็นเมืองที่มีความสำคัญกับอดีตอาณาจักรอยุธยาแล้ว เมืองละโว้เดิมแห่งนี้ ถือว่าเป็น เมืองแห่งแหล่งโบราณคดี เพราะมีการขุดค้นพบข้าวของเครื่องใช้และโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ อยู่หลายจุด ที่โด่งดังพอเรียกคนมาเยือนได้ก็คือ แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว ที่ตั้งอยู่ภายในวัดโป่งมะนาว อ.พัฒนานิคม ซึ่งตอนนี้ชาวชุมชนบ้านโป่งมะนาว เข้ามาบริหารจัดการพัฒนา พื้นที่ได้เอง มีการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดยุวมัคคุเทศก์คอยให้คำอธิบายแก่ผู้มาเยือนได้อย่างน่าประทับใจ

                หลุมฝังศพในแหล่งโบราณคดีโป่งมะนาว ที่ขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว.

            เจอแล้ว...ป้ายบอกทางเข้าสวนป่าจำปีสิรินธร.

จากวัดโป่งมะนาว ถามชาวบ้านละแวกนั้นถึงแหล่งโบราณคดีใกล้เคียงกัน ก็จะได้คำตอบว่าต้องไปที่ ซับจำปา โดยออกจากโป่งมะนาว ตรงมาจาก อ.ชัยบาดาล เจอแยกไฟแดงใหญ่ เลี้ยวมาทางด่านขุนทด ประมาณ 2 กม. ก็จะเจอป้ายบอกสถานะของสถานที่ว่า ป่าจำปีสิรินธร หนึ่งเดียวในโลก เลี้ยวขวาเข้าไป พบว่าสองข้างทางช่วงที่มานั้นยังเป็นแปลงปลูกข้าวโพดสลับปลูกมันสำปะหลัง ขับรถมาได้สัก 3 กม.ก็จะเจอป้ายบอกถึงแล้ว ป่าจำปีสิรินธร เลี้ยวซ้ายไปอีก 2 กม.หน่อยๆ ก็ถึงที่หมาย และถ้าอยากไปแล้วไปไม่ถูกจริง ก็ง่ายๆ สอบถามเส้นทางได้ที่ อบต.ซับจำปา โทร. 0-3646-2254

เพราะถัดจาก ป่าจำปีสิรินธร ไปทางเหนือ ก็คือ เมืองโบราณซับจำปา ที่มีการขุดพบข้าวของเครื่องใช้ ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,500 ปีก่อน จนถึงสมัยทวาราวดี (พ.ศ.1500) สันนิษฐานว่าชื่อเดิมคือ เมืองศุภคันฐะ เป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ทั้งนี้ ข้าวของโบราณต่างๆ ถูกขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ โรงเรียนท่าหลวงวิทยาคม ซึ่งอยู่ไม่ไกล มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณซับจำปา และป่าจำปีสิรินธร ให้ผู้สนใจเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตชุมชน

                เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่สองฟากอุดมไปด้วยพันธุ์พืช.

        คุ้มไม้มหัศจรรย์ ขยำยังไงใบก็ไม่แตก.

เมื่อ ย้อนกลับมาที่ ป่าจำปี สิรินธร หรือ ป่าซับจำปา เดิม แต่ตอนนี้ท้องถิ่นมีการพัฒนาให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ ทำทางเดินเข้าชมภายในผืนป่า แบ่งเป็น 8 จุด 5 ระยะ ด้วยสภาพที่เป็นป่าพรุน้ำจืด มีน้ำท่วมขังและมีน้ำซับตลอดทั้งปี ที่ยังคงสภาพความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการพบพันธุ์ไม้ชนิดใหม่เมื่อปี 2543 และถือเป็นพืชเด่น ที่ไหนก็ไม่มี คือ จำปีสิรินธร เฉพาะในผืนป่าแห่งนี้มีเหลือรอดอยู่เพียง 570 ต้นเท่านั้น และจะมีดอกให้เห็นช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม โดยบางต้นที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกมามีอายุกว่า 80 ปี!

แปลกดีนะ ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ดูแลป่าก็คือ ต้นจำปีสิรินธร แม้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ จัดเป็นพรรณไม้ที่มีความเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในหมู่ของไม้ดอกที่มีอยู่ใน ยุคปัจจุบัน แต่ก็มีวิวัฒนาการในการปรับตัวต่ำที่สุด จึงเป็นพรรณไม้ที่มีโอกาสสูญพันธุ์ ในสภาพธรรมชาติได้มากที่สุด ที่สำคัญ เป็นพืชหายากที่ปลูกยาก แต่ล้มง่าย อาจเป็นเพราะต้นที่ขึ้นในป่าพรุไม่มีรากแก้ว แต่เป็นแบบรากค้ำยันมากกว่า

            ต้นจำปีสิรินธรต้นนี้อายุกว่า 50 ปี.

            ภาพนี้เก็บมาฝากระหว่างทางกลับ กับวิวอีกด้านของเขื่อนป่าสักฯที่ไม่ต่างจากบึงขนาดใหญ่.

และ แม้เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะพยายามขยายพันธุ์ ทั้งการเพาะเนื้อเยื่อ และเพาะพันธุ์จากเมล็ด แต่ใช่ว่าจะอยู่รอดทั้งหมด อัตราก่อนตายก่อนโตยังมีสูง โดยเฉพาะในช่วงต้นสูงไม่เกิน 1 ฟุตไม้บรรทัด หากไม่มีการอนุบาลที่ดี โอกาสไม่รอดมีมากกว่า นอกจากนี้ เห็นต้นใหญ่ๆ ขนาดนี้ แต่กิ่งเปราะ และโค่นง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยปีที่ผ่านมา ต้นจำปีสิรินธรล้มเพราะแรงลมไปหลายต้น ซึ่งทางหนึ่งที่ทำได้ก็คือ รณรงค์ให้คนที่มา ร่วมกันปลูกขยายพันธุ์จำปีสิรินธรด้วย

นอกจากนี้ ในผืนป่าที่กินพื้นที่กว่า 96 ไร่แห่งนี้ ยังมีพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อีกมากมายที่ยังรอการสำรวจ พืชบางชนิดก็มีความมหัศจรรย์ในตัวเองอย่าง ต้นคุ้ม ที่ขึ้นง้าย ง่าย ดูผาดๆก็เหมือนใบไม้ทั่วไป และคนในพื้นที่นิยมนำไปห่อขนมแทนใบตอง ด้วยคุณสมบัติที่เหนียว ทนมือ ขยำยังไงรูปใบก็ไม่เปลี่ยนหรือแตก แต่ธรรมชาติก็มักจัดสมดุลได้เสมอ เพราะจะมีแมลงอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่พาเดินชมป่าก็ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นแมลงอะไร ตัวเล็กนิดเดียว มาเกาะแล้วม้วนใบ อาศัยดูดน้ำเลี้ยงจนใบเฉาและเหี่ยวตายในที่สุด...ถือเป็นกฎธรรมชาติที่ดำรง อยู่คู่ป่าผืนนี้ มานานชั่วนาตาปีไง.


โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
31 ตุลาคม 2552, 05:30 น.

ออฟไลน์ keammak

  • ทั่วไป
  • *
  • กระทู้: 1
  • การ์ม่า: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
สุดยอดมากเลยครับผม